Blog

ISO31000 Risk Management

ISO31000 Risk management

ISO31000 & 8 Principles of Risk Management

Risk Management การบริหารความเสี่ยง สำหรับระบบบริหารคุณภาพ  ISO9001  เป็นกระบวนการที่ต้อง ระบุ/บ่งชี้  วิเคราะห์ ประเมิน และการจัดการความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถขององค์กรในการจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านคุณภาพ    

วัตถุประสงค์หลักของการบริหารความเสี่ยงสำหรับ ระบบคุณภาพ  เพื่อให้เกืดความมั่นใจ  ป้องกันและลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์  สร้างวัฒนธรรมหรือแนวทางการปฎิบัิตเชิงป้องกันมากกว่าการแก้ไข  รวมไปถึงการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร (Interested Party)  

 การจัดการความเสี่ยงและ 8 หลักการ

Principle” หรือ หลักการ คือแนวทาง หลักปฏิบัติ กฎ หรือองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งความหมายอาจจะแปลเป็นภาษาไทยได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้   และสำหรับในที่นี่ จะคุยกันในเรื่อง Principle

ของการบริหารความเสี่ยงระบบบริหารคุณภาพ Quality Risk Management

โดยอ้างอิงตามแนวทางหรือ Guidelines ISO31000 แนวทางที่สามารถประยุกต์ได้ทุกอุตสาหกรรมและทุกการบริหารความเสี่ยง

ISO31000 ให้แนวคิดการบริหารควาเสี่ยง (Risk Management concept) โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก คือ

  • ข้อกำหนดที่ 4 หลักการพื้นฐานในการจัดการความเสี่ยง หรือ Principles of Risk Management ,  
  • ข้อกำหนดที่ 5 กรอบการจัดการความเสี่ยง หรือ Framework  
  • ข้อกำหนดที่ 6 กระบวนการจัดการความเสี่ยง (Process of Risk Management)  

 

การเชื่อมโยงแนวทาง Risk Management concept ตามภาพข้างล่างนี้

 

ในบทความนี้ขอนำ หลักการพื้นฐานในการจัดการความเสี่ยง หรือ Principles of Risk Management   มีวัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยงคือการสร้างและปกป้องคุณค่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ  ส่งเสริมนวัตกรรมและสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์อธิบายได้คือ

ISO31000 RiskManagement ValueCreation

 การสร้างคุณค่า (Creates value) การจัดการความเสี่ยงต้องมีส่วนการสร้างความสำเร็จและคุณค่าองค์การ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร เช่น ความมีประสิทธิภาพในกระบวนการ การปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรจากสถานการณ์ต่างๆ การดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล การดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมาย การไม่ละเมิดลิขสิทธิ์  การปกป้องสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ  

  1. การจัดการความเสี่ยงจัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดขององค์กร (Integral part of organization Process ) ในการจัดการความเสี่ยงจำเป็นอย่างที่จะต้องได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากฝ่าย และแผนกต่างๆ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง กรรมการบริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน และพนักงาน ทั้งนี้เพราะความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของกระบวนการ   และเพื่อให้ พันธกิจ วิสัยทัศน์ และนโยบาย ได้บรรลุเป้าหมายและเป็นการส่งเสิรมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่นำไปสู่มูลค่าให้กับองค์กร  
  2. การจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ, มีแบบแผนในการดำเนินการ และทันสถานการณ์ เหตุเการณ์ที่เกิดขึ้น (Systematic, structured & compehensive)   การบริหารความเสี่ยงควรดำเนินการอย่างเป็นระบบในฝ่าย หรือแผนก หน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมีความสอดคล้องกันและมีความน่าเชื่อถือ
  3. การจัดการความเสี่ยงต้องปรับให้เหมาะสม (Customized ) การจัดการความเสี่ยงต้องสอดคล้องไปในทิศทางหรือแนวทางเดียวกันกับบริบทขององค์กร ทั้งบริบทภายนอก (External context) และ บริบทภายใน (Internal Context) และรวมถึงโครงร่างของความเสี่ยง
  4. การบริหารความเสี่ยงต้องมีความโปร่งใสและมีส่วนร่วม (Inclusive) การมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจในทุกๆ ระดับขององค์กร รวมถึงการสื่อสารส่งต่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Interested Party) ได้รับรู้ข้อมูลอย่างเหมาะสม และนำข้อเสนอ ข้อคิดเห็น มาพิจารณาในการกำหนดเกณฑ์การประเมินและเกณฑ์การยอมรับความเสี่ยงต่อไป
  5. การบริหารความเสี่ยงควรต้องมีการดำเนินการอย่างคล่องตัว ทบทวน ทำซ้ำ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนเปลงต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง (Dynamic) เพราะปัจจัยภายนอก และภายในมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา องค์กรจึงต้องเตรียมความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
  6. การจัดการความเสี่ยง ต้องมีข้อมูลที่ดีที่สุด (Based on the best available information) ทั้งนี้เพราะการจัดการความเสี่ยงจะช่วยให้มีข้อมูลการวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ข้อมูลการบริหารความเสี่ยง ช่วยในการลำดับความสำคัญของการปฏิบัติงาน การวางแผนแก้ไขและการป้องกัน ตลอดจนหาแนวทางในการจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาตัดสินใจในที่สุด ตัวอย่างข้อมูล เช่น จากประสบการณ์ ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง   การจัดทำแบบจำลองการตัดสินใจ
  7. การจัดการความเสี่ยงต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมองค์กรอย่างต่อเนื่อง (Human & cultural factors into account) การกำหนดแนวทางการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงานในทุกหน่วยงาน ทุกฝ่ายและทุกแผนก ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานของบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่อาจส่งผลกระทบ
  8. การบริหารความเสี่ยงต้องง่ายต่อการปรับปรุงและเพิ่มพูนประสิทธิภาพให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement) เมื่อองค์กรจัดการความเสี่ยงในขั้นต้นได้แล้ว ยังคงต้องพัฒนา และมีกลยุทธ์การปรับปรุงความเสี่ยงในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง   ด้วยแนวทางต่างๆ ที่เหมาะสม เช่นการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้าที่จะรั่วไหล เผยแพร่แบบไม่ตั้งใจ    

 

นอกจากนี้ การจัดการความเสี่ยงมุ้งเน้นทันเหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอน เพื่อกำหนดแนวทางในการจัดการกับความไม่แน่นอนนั้นๆ   เช่นตัวอย่างที่ผ่านมาที่ทุกบริษัท ได้ดำเนินการกับสถานการณ์การแพร่กระจายของโควิด  เป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงแต่หาก องค์กรมีแผนฉุกเฉินจากการบริหารความเสี่ยง ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนการจัดการได้อย่างทันเหตุการณ์

 

Risk Treatment  การจัดการความเสี่ยง  แบ่งเป็น 4 แนวทางหลัก  ตามระดับความเสี่ยง  

 แนวทางที่ 1  Terminate หลีกเลี่ยง 

เลิกทำกิจกรรมที่เสี่ยงนั้น  เช่น หากผลิตไหมเย็บแผล (Surgical Sutures)  มีการเลือกใช้วัสดุหรือวัตถุดิบบางตัวที่มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่ทนความร้อนสูง การฆ่าเชื้อ (Sterilization) อาจจะทำได้ยากเกิดความเสี่ยง เชื้อหลงเหลือ  ควรหลีกเลี่ยงด้วยการยกเลิกใช้วัตถุดิบนั้น และวัตถุดิบอื่น เช่นวัสดุสังเคราะห์ที่ควบคุมความสะอาดจากต้นทางได้ง่ายกว่า  ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในผู้ป่วยจากประเด็นวัตถุดิบ  

Warning การปรับเปลี่ยนหรือกำหนดมาตรฐานควบคุม ลดความเสี่ยง บางครั้งส่งผลกระทบต่อการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ  ดังนั้นควรมีหลักเกณฑ์การพิจารณาถึง คุณภาพ ความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

แนวทางที่ 2  Treat ลดควบคุม หรือ Reduction Occurrence 

หามาตรการป้องกันเพื่อลดโอกาสเกิดหรือลดผลกระทบ  เช่นการใช้ POKA YOKE  ป้องกันความผิดพลาดด้วยอุปกรณ์   ความเสี่ยงจากพนักงานหยิบผลิตภัณฑ์ผิดรุ่น หรือผิด size ใส่ซองบรรจุ  จัดการลดโอกาสเกิดโดย ติดตั้งระบบ Barcode Scanner  ที่เครื่องบรรจุ หาก Barcode ไม่ตรงกับที่ตั้งค่าไว้ในระบบ เครื่องจะไม่ทำงานและมีสัญญาณเตือนทันที    ตัวอย่างอื่นๆ เช่น การใช้ Checklist,  Preventive Maintenance

แนวทางที่ 3  Transfer ถ่ายโอน 

ให้คนอื่นช่วยรับความเสี่ยง เช่นการทำประกัน หรือ outsource  เช่น การซื้อประกันภัย  Product Liability,  การจ้างเหมาให้ผู้ผลิตอื่นที่เชี่ยวชาญหรือเฉพาะทางของการผลิตกระบวนการนั้นๆ เช่น การชุบ การขนส่ง การจัดเก็บ (Warehouse)    Warning :  แต่อย่างไรก็ตามบริษัทหรือแบรนด์ ไม่สามารถถ่ายโอนได้  เจ้าของหรือบริษัทยังคงต้องรับผิดชอบและผลกระทบเป็นอันดับแรกเสมอ

แนวทางที่ 4  Tolerate ยอมรับ

ยอมรับความเสี่ยงนั้นหากคุ้มค่ากับผลประโยชน์ ที่จะได้รับ หรือค่าจัดการสูงเกินไป  เช่น ระบบไฟกระชากระหว่างการผลิตเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ  มีโอกาสเกิดแต่อยู่ในระดับต่ำ มีผลกระทบต่อการผลิตน้อย  มีติดตั้ง USP สำหรับเครื่องจักรสำคัญอยู่แล้ว  จึงไม่ลงทุนติดตั้งเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ ที่มีราคาสูง ค่าบำรุงรักษาสูง อาจไม่คุ้มทุน  เป็นวิธีการจัดการความเสี่ยงแบบยอมรับความเสี่ยงนี้    การใช้วิธีนี้จัดการนั้นหมายถึง Low impact –Low Probability—High cost

 Risk Treatment

 จากหลักการของการบริหารความเสี่ยง องค์กรต้องสร้างแนวทางให้เป็นรูปธรรม ให้ Risk Management เป็นส่วนหนึ่งของทุกการดำเนินการ สร้างเป็นวัฒนธรรม มีความคล่องตัว ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือที่จะเกิดขึ้น ให้มีส่วนร่วม การจัดเก็บข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  

และหากมีแนวโครงสร้างขั้นต้นตามหลักการบริหารความเสี่ยงแล้วต้องนำเข้าสู่ ขั้นตอนต่อไปคือ การกำหนดกรอบดำเนินการความเสี่ยง หรือ Framework ซึ่งที่ปรึกษาคิวไทม์ ขอนำเรื่อง Framework ไปอธิบายในบทความเรื่องถัดไป    ขอทิ้งท้ายที่ทุกท่านอาจจะเคยได้ยินแล้ว  คือ  “ความเสี่ยงรู้ก่อน จัดการกับความเสี่ยงนั้นก่อน”   

 

ISO31000 Risk Management Training Course 

 

References : 

ISO31000:2018 Risk Management Guidelines  

 

Q Time Consulting เป็นทีมที่ปรึกษา ที่มีประสบการณ์มายาวนาน ให้บริการทั้งการอบรม การให้คำปรึกษาและโค้ชชิ่ง ด้วยเทคนิคและวิธีการที่นำประยุกต์ใช้งานได้จริง

Contacts

  info@qtimeconsult.com

  +662 965 5181, 081 713 3450, 089 485 1991

   +662 965 5182

   68/858 ตำบล บางกระสอ อำเภอ เมืองนนทบุรี จังหวัด นนทบุรี 11000